โปรดคลิกที่นี่เพื่ออ่าน "ความจริงสูงสุด 4 ประการของสุขภาพจิตวิญญาณ

ก่อนที่ท่านจะอ่านบทสัมภาษณ์จากแขกรับเชิญของเรา เพื่อเพิ่มความเข้าใจในเรื่องนี้

บทสัมภาษณ์คุณชนานนท์ นรภูมิพิภัชน์ หรือคุณนนท์

คิดเห็นอย่างไรกับการดูแลสุขภาพ ทุกด้าน คือสุขภาพกาย จิต สังคมและปัญญา หรือจิตวิญญาณ ไปพร้อมๆกันคะ? 

การดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพฝ่ายจิตวิญญาณ นั้นสำคัญทั้งหมด เราควรแบ่งเวลาในการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ เพื่อดูแลสุขภาพกาย เราควรแบ่งเวลาในการพักผ่อน ไม่เครียด ทำให้สุขภาพจิตแข็งแรง สุขภาพฝ่ายจิตวิญญาณก็สำคัญมากเช่นกัน สุขภาพฝ่ายจิตวิญญาณทำให้เรามีความมุ่งมั่นในการดำเนินชีวิตต่อ ทำให้เรารู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร และมีความหวังใจว่าเมื่อเราจากโลกนี้ไปเราจะไปไหน สำหรับคริสเตียนเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงรักเราและสร้างเรามา เมื่อเราจากโลกนี้ไป เราก็มีความหวังใจว่าเราจะกลับไปอยู่กับพระองค์ 

ขอให้เล่าเรื่องที่ทำให้รู้จักตัวตนของนนท์หรือความชอบส่วนตัวให้ผู้อ่านฟัง

นนท์จบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงิน ปัจจุบันทำธุรกิจส่วนตัวกับหุ้นส่วน ทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ เน้นขายดีลใหญ่ เช่น โรงแรม-รีสอร์ท เซอร์วิส อาพาร์ตเมนท์ และตึกสำนักงาน

เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด นนท์ทำงานส่วนใหญ่ที่บ้าน ตื่นเช้าขึ้นมา นนท์จะอธิษฐานกับพระเจ้า ขอสติปัญญา กำลัง และทิศทางจากพระเจ้า ยิ่งในช่วงวิกฤติอย่างนี้ต้องการการชี้นำและการปกป้องตัวเองและคนที่เรารักเป็นพิเศษจากพระเจ้า 

หลังจากนั้นนนท์ก็จะเฝ้าเดี่ยว ส่วนใหญ่จะอ่านจากบทความในแอป YouVersion ซึ่งจะมีบทความต่างๆที่เป็นประโยชน์พร้อมพระวจนะหนุนใจ เช่น ถ้าช่วงนี้เรามีความกังวล ก็จะอ่านบทความเกี่ยวกับสันติสุขในพระเจ้าและการพึ่งพาพระเจ้า ทำงานทั้งวันครับ ช่วงเย็นก็จะให้เวลากับครอบครัว และก่อนนอนก็จะให้รางวัลตัวเองด้วยการดูหนังหรือซีรีส์ เป็นคนชอบดู ซีรีส์มากครับ ทั้งตะวันตกและเอเชีย

เวลานอกการทำงาน ส่วนใหญ่ให้เวลากับที่โบสถ์ครับ อย่างช่วงนี้ที่โบสถ์มีกิจกรรมอธิษฐานช่วงเช้า นนท์ก็จะพยายามเข้าร่วมกับพี่น้อง วันพุธเย็นมีทำเซลล์ออนไลน์ ได้เจอพี่น้องในกลุ่มทางออนไลน์และหนุนน้ำใจกัน วันพฤหัสเย็น มีเรียนพระคัมภีร์ออนไลน์กับอาจารย์ที่โบสถ์ ตอนนี้มีแผนจะตั้งชมรมสอนภาษาอังกฤษ (English Club) ให้พี่น้องที่โบสถ์ด้วย แต่น่าจะรอสถานการณ์โควิดดีขึ้นก่อน      

มารู้จักพระเยซูคริสต์เป็นส่วนตัวได้อย่างไร? และชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

นนท์เรียนมัธยมที่โรงเรียนอินเตอร์ที่เป็นคริสเตียน นนท์มีเพื่อนสนิทหลายคนเป็นคริสต์ ซึ่งพวกเขาก็ได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าและพระเยซูให้นนท์ฟังเสมอ ตอนวันรับปริญญาของนนท์ ครูใหญ่ได้มอบหนังสือ Purpose Driven Life ของอาจารย์ Rick Warren (หนังสือแปลเป็นภาษาไทยชื่อ ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร:ชีวิตที่เคลื่อนไปด้วยวัตถุประสงค์)ให้กับนักเรียนทุกคน และบอกว่าถ้ารู้สึกว่าชีวิตไร้ทิศทาง ไม่รู้จะไปต่อทางไหน ให้อ่านหนังสือเล่มนี้

หลังจากจบ นนท์เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยไทยด้านบริหารธุรกิจ เพราะคุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนที่มหาวิทยาลัยไทย จะได้มีเพื่อน แต่นนท์อยากไปเมืองนอก ก็เลยหาทางสอบชิงทุน ไปเรียนเมืองนอก

ตอนนั้นมหาวิทยาลัย ANU ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเบอร์ 1 ของออสเตรเลีย ณ ขณะนั้น เปิดรับสมัครนักเรียนทุน นนท์ก็ไปลองสอบดู ซึ่งก็ไม่ติด แต่ได้อันดับ 2 ทางสมาคมศิษย์เก่าที่สัมภาษณ์นนท์ก็โทรมาบอกว่าชอบที่นนท์สัมภาษณ์มาก จะลองขอทุนปีก่อนหน้า ที่คนที่ได้สละสิทธิ์มาให้นนท์ แต่เขาบอกว่าโอกาสน้อยมาก

ตอนนั้นนนท์รู้สึกไร้ทิศทางมาก ก็เลยได้อ่านหนังสือของอาจารย์ Rick Warren ซึ่งบอกว่าพระเจ้าทรงรักเรา และทรงสร้างเราขึ้นมาอย่างมีวัตถุประสงค์ นนท์ก็เลยอธิษฐานว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริง ได้โปรดให้นนท์ได้ทุนของ ANU ด้วย เพราะอยากไปที่นี่จริงๆและนนท์จะรับเชื่อ” 


หลังจากนั้น 6 เดือน ทางสมาคมศิษย์เก่าโทรมาว่าทาง ANU โอนทุนเต็มปีก่อนหน้ามาให้นนท์ นนท์รู้สึกดีใจมาก และรับเชื่อพระเจ้าในทันที รับเชื่อไม่ใช่เพราะว่านนท์ได้ทุน 

แต่เพราะว่านนท์เจอแล้ว พระเจ้าที่เที่ยงแท้ พระเจ้าที่รักนนท์ ฟังคำอธิษฐานของนนท์ พระเจ้าที่อยู่กับนนท์ทุกเวลา นนท์ไม่ต้องกลัวหรือกังวลอะไรแล้วเหมือนเมื่อก่อน แต่มีความเชื่อในพระคริสต์ ทุกปัญหาในชีวิต พระคริสต์ช่วยได้

มิตรภาพกับพระเยซูคริสต์ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นอย่างไรบ้าง?

เมื่อพระเจ้าทรงรักนนท์มาก ทำให้เราอยากรักผู้อื่น เมื่อก่อนเราจะรักคนที่เขาดีกับเราเท่านั้น แต่พระเจ้าทรงทำให้นนท์รู้เรื่องการให้อภัย การรักคนที่ไม่น่ารัก ถ้าเขาทำผิดกับเรา เราจะสามารถให้อภัยเขาได้ ส่วนเรื่องจะกลับมาไว้ใจใหม่ อันนั้นพระเจ้าก็ให้สติปัญญาเรา ซึ่งเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

เมื่อก่อนเป็นคนที่โฟกัสที่ตนเองมาก อาจเป็นเพราะเป็นคนชอบอยู่คนเดียว แต่เมื่อรู้จักพระเจ้า เราก็รู้จักรักคนอื่น แบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้อื่น อธิษฐานเผื่อพวกเขา

ข้อพระคัมภีร์ประจำใจและเพลงโปรดที่สื่อสารจากใจ

ข้อพระคัมภีร์ทั้ง 3 ข้อนี้ ทำให้นนท์รู้ว่าพระเจ้าทรงรักเรามาก และมีแผนการอันดีสำหรับเรา เราควรที่จะเชื่อและวางใจในพระองค์


เยเรมีย์ 29:11 พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า


โรม 8:28 เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์


1 เปโตร 5:7 จงละความกังวลทุกอย่างของพวกท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย

เวลาที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย มักจะฟัง 2 เพลงนี้ ทำให้รู้ว่าพระเจ้าทรงรักเรามาก และพระเจ้ามาทันเวลาเสมอ

ขอให้นนท์ฝากอะไรกับคนที่กำลังค้นหาความหมายของชีวิตหรือจุดสูงสุดของชีวิต

เราไม่มีทางรู้ความหมายของชีวิตเรา ผู้สร้างเราเท่านั้นที่มีคำตอบ เหมือนถ้าเราอยากรู้ว่าก้อนดินเหนียวนี้จะถูกปั้นเป็นให้แบบไหน เราก็ต้องถามผู้ปั้น 

สำหรับทุกคนที่กำลังสับสนกับชีวิต กำลังค้นหาว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือเป้าหมายชีวิต ผมขอท้าทายให้ลองทำความรู้จักกับพระเจ้า ผู้สร้างเราทุกคนขึ้นมา พระองค์ทรงมีคำตอบสำหรับคุณแน่นอน 

พระเจ้าอวยพรทุกคนครับ 

เพลงโปรดที่สื่อสารจากใจนนท์ คือ เพลงรักแท้ และ เพลงพระเจ้าดีต่อฉัน

เพลง พระเจ้าดีต่อฉัน

"คลิกที่นี่ ท่านได้อะไรจาก เรื่องที่อ่าน?" ตอบคำถาม 1 นาที ขอบคุณค่ะ


ส่งข้อความหาแอดมินได้ที่ลิงค์นี้ https://www.facebook.com/HealthiestMeThailand